Anjali clinic Logo
หน้าแรก
ทีมแพทย์
บทความติดต่อเรา
wellness

Anti-aging ศาสตร์แห่งการชะลอวัย ที่ไม่ได้ใส่ใจเพียงแค่ความสวยงาม

ศาสตร์แห่งการต่อต้านวัยหรือ Anti-aging คือ เวชศาสตร์การจัดการอายุ

author imageby: anjali-adminอัพเดทเมื่อ: 2023-10-10

ศาสตร์แห่งการต่อต้านวัยหรือ Anti-aging คือ เวชศาสตร์การจัดการอายุ ซึ่งจัดเป็นการวิจัยและการปฏิบัติทางการแพทย์ที่มุ่งเน้นการทำความเข้าใจกระบวนการทางชีววิทยาของการผู้ที่เริ่มมีอายุมากขึ้น และนำมาพัฒนาวิธีการเพื่อยืดชะลอวัย เป็นการดูแลสุขภาพจากภายใน ที่ชะลอความเสื่อมให้เกิดขึ้นช้าที่สุด โดยนำเสนอวิธีการรักษาสุขภาพจากภายใน เพื่อให้ร่างกายมีความแข็งแรงนานที่สุด และป้องกันไม่ให้เกิดอาการเจ็บป่วยอีกด้วย โดยมีเป้าหมายในการรักษาสุขภาพที่ดี และมีคุณภาพชีวิตตามวัย

Wellness image

Anti-aging เทรนด์การดูแลตัวเองแบบใหม่

วัตถุประสงค์หลักของการดูแลตัวเองแบบ Anti-aging คือ การชะลอวัยและส่งเสริมการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และรักษาสุขภาพให้ยังคงมีความแข็งแรงสมบูรณ์แม้จะมีอายุมากขึ้น ซึ่งเป็นการส่งเสริมความมีชีวิตชีวา ทั้งร่างกาย สุขภาพจิต และสุขภาพโดยรวม นอกจากนี้ศาสตร์การชะลอวัย ยังเน้นมาตรการ “ป้องกัน” เพื่อลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวข้องกับวัยด้วย เช่น โรคหัวใจ, เบาหวาน, มะเร็ง และความผิดปกติของระบบประสาท โดยมุ่งเน้นไปที่การจัดการกับปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่เนิ่น ๆ

การดูแลตัวเองด้วยการใช้บริการ Anti-aging clinic ที่มีคุณภาพ ก่อนที่คุณหมอจะเริ่มต้นวางแผนในการดูแลคนไข้แต่ละคน ในรูปแบบที่มีความเหมาะสม จะต้องมีการตรวจสุขภาพเสียก่อน โดยเน้นไปที่การตรวจปัจจัยพื้นฐานแต่มีความสำคัญกับการทำงานและสุขภาพที่แข็งแรงของร่างกายโดยรวมมาก ๆ โดยจะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบของการตรวจดังนี้

1. ตรวจสมดุลฮอร์โมน Hormones Balance

การตรวจความสมดุลของฮอร์โมน หรือ Hormones Balance เป็นการเช็กระดับของฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกาย เพื่อพิจารณาว่าฮอร์โมนเหล่านั้นอยู่ในช่วงที่ดีต่อสุขภาพหรือมีความไม่สมดุลหรือไม่ โดยฮอร์โมนทำหน้าที่เป็นตัวส่งสารเคมีที่ควบคุมกระบวนการทางสรีรวิทยาต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น อารมณ์ การเจริญเติบโต และการสืบพันธุ์ และความไม่สมดุลอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ได้

ข้อบ่งชี้ที่ต้องตรวจ

รอบประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ

เกิดอารมณ์แปรปรวน วิตกกังวล หรือซึมเศร้า

มีความเหนื่อยล้าอยู่บ่อยครั้ง

อารมณ์ทางเพศลดลง

น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดน้ำหนักได้ยาก

นอนไม่ค่อยหลับ ฟุ้งซ่าน

ผมร่วง

ร้อนวูบวาบหรือมีเหงื่อออกตอนกลางคืน

พบภาวะมีบุตรยาก

Wellness image

วิธีการตรวจ

มีหลายวิธีในการประเมินระดับฮอร์โมน เช่น

การตรวจเลือด: การวัดระดับฮอร์โมนในเลือดเป็นวิธีการหนึ่งที่พบบ่อยที่สุด โดยปกติแล้วมักจะมีการเก็บตัวอย่างเลือดในตอนเช้า ซึ่งเป็นช่วงที่ระดับฮอร์โมนคงที่มากที่สุด

การตรวจน้ำลาย: การตรวจน้ำลายสามารถใช้ในการวัดฮอร์โมนบางชนิดได้ เช่น คอร์ติซอล และมักใช้ตรวจความไม่สมดุลของฮอร์โมน ที่เกี่ยวข้องกับความเครียด

การตรวจปัสสาวะ: สามารถวัดสารฮอร์โมนบางชนิดได้ในตัวอย่างปัสสาวะ

การตรวจฮอร์โมนเฉพาะทาง: อาจมีการทดสอบเฉพาะทางสำหรับฮอร์โมนเฉพาะ เช่น การทดสอบการทำงานของฮอร์โมนไทรอยด์ หรือการทดสอบฮอร์โมนเพศ

ใช้ระยะเวลาเท่าไหร่

ระยะเวลาการทดสอบความสมดุลของฮอร์โมนอาจแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการทดสอบที่ใช้ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะทราบผลการตรวจเลือดได้ภายในไม่กี่วันไปถึง 1 สัปดาห์

ผลลัพธ์ที่ได้

ในกรณีที่ค่าผลลัพธ์ออกมาปกติ จะบ่งบอกถึงฮอร์โมนที่สมดุล แต่ในกรณีที่ฮอร์โมนมีความแปรปรวนไม่ปกติ ไม่มีความสมดุลของฮอร์โมน อาจรวมถึงการขาดฮอร์โมนหรือ มีฮอร์โมนมากเกินไปก็ได้

แนวทางการรักษาแก้ไข กรณีฮอร์โมนไม่สมดุล

การบำบัดด้วยฮอร์โมนทดแทน (HRT): หากมีการตรวจพบภาวะขาดฮอร์โมน คุณหมออาจแนะนำให้ใช้การบำบัดด้วยการรับฮอร์โมนทดแทน ซึ่งอาจมีการใช้ฮอร์โมนทางชีวภาพหรือฮอร์โมนสังเคราะห์ เพื่อคืนความสมดุลให้แก่ฮอร์โมน

ยา: ในบางกรณีอาจต้องใช้ยาเพื่อควบคุมระดับฮอร์โมน

2. ตรวจหาโรคมะเร็งเชิงป้องกัน

การตรวจคัดกรองมะเร็งเชิงป้องกัน จัดเป็นสิ่งสำคัญของการดูแลสุขภาพที่มีมุ่งหมายคือ การตรวจหามะเร็งในระยะแรกสุดและมีโอกาสรักษาให้หาย หรือเช็กความเสี่ยงที่มีโอกาสในการเป็นมะเร็ง โดยเป็นการตรวจในผู้ที่ยังไม่มีอาการใด ๆ เพื่อตรวจหามะเร็งหรือความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง

ข้อบ่งชี้ที่ต้องตรวจ

ถึงแม้ว่าโดยทั่วไปแล้ว การตรวจคัดกรองมะเร็งจะดำเนินการในผู้ที่ไม่มีอาการใด ๆ ปรากฏ แต่การมีอาการบางอย่าง ก็อาจทำให้จำเป็นต้องเร่งประเมินและตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม ได้แก่

น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว

เกิดความเหนื่อยล้าอย่างต่อเนื่อง

มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลำไส้ หรือทางเดินปัสสาวะ

จู่ๆมีอาการเจ็บปวดตามร่างกาย โดยที่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้

ไอหรือมีเสียงแหบอย่างต่อเนื่อง

พบอาการบวมหรือก้อนตามร่างกาย

กลืนลำบากหรืออาหารไม่ย่อย

เต้านมหรือบริเวณหัวนมมีการเปลี่ยนรูป

Wellness image

วิธีการตรวจ

วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งที่พบบ่อย ได้แก่

การตรวจเต้านม: ใช้สำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ด้วยการตรวจแมมโมแกรมเพื่อเอกซเรย์เนื้อเยื่อเต้านม

การตรวจแปปสเมียร์ (Cervical Cytology): ใช้สำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเป็นการเก็บเซลล์จากปากมดลูกเพื่อตรวจหาสิ่งที่ผิดปกติ

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่: ใช้ในการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก เพื่อตรวจหาติ่งเนื้อและความผิดปกติอื่น ๆ

การทดสอบแอนติเจนเฉพาะต่อมลูกหมาก (PSA): การตรวจเลือด PSA ใช้สำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก และประเมินระดับ PSA ในเลือด

การสแกน CT ปริมาณต่ำ (LDCT): การสแกน LDCT ใช้สำหรับการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดในบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้สูบบุหรี่จัด

การตรวจผิวหนัง: ทำการตรวจผิวหนังเพื่อหามะเร็งผิวหนัง

การทดสอบทางพันธุกรรม: ใช้ในการตรวจสอบผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อโรคมะเร็งทางพันธุกรรมบางชนิด เช่น การกลายพันธุ์ของ BRCA มะเร็งเต้านมและรังไข่

ระยะเวลาในการตรวจ

ระยะเวลาของการตรวจคัดกรองมะเร็งจะแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบการตรวจ ยกตัวอย่างเช่น การตรวจแมมโมแกรมและแปปสเมียร์เป็นขั้นตอนที่ค่อนข้างรวดเร็ว ตามปกติจะใช้เวลาประมาณ 15 - 30 นาทีเท่านั้น ส่วนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่อาจใช้เวลานานกว่าปกติ มักใช้เวลาประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น

ผลการตรวจคัดกรองมะเร็งสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท

ปกติ/เชิงลบ: การตรวจคัดกรองที่ไม่แสดงสัญญาณของมะเร็งหรือความผิดปกติ บ่งชี้ว่ามีโอกาสเป็นมะเร็งต่ำในขณะนั้น

ผิดปกติ/เป็นบวก: การตรวจที่พบสิ่งผิดปกติ อาจบ่งบอกถึงต้องมีการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการมีอยู่ของมะเร็ง

ไม่สามารถสรุปได้: บางครั้งการทดสอบแบบคัดกรองอาจให้ผลลัพธ์ที่ไม่เป็นที่แน่ชัด ซึ่งนำไปสู่การทดสอบเพิ่มเติม หรือการเฝ้าระวังเพิ่มเติม

ผลลัพธ์ที่ได้

หากพบความผิดปกติในการตรวจคัดกรองมะเร็ง อาจต้องมีการสั่งตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น การตัดชิ้นเนื้อนำไปตรวจ หรือการตรวจเลือดเพิ่มเติม เพื่อยืนยันการเกิดมะเร็ง หากได้รับการยืนยัน ก็จะมีการวางแผนทางเลือกการรักษาต่อไป เช่น การผ่าตัด การทำเคมีบำบัด การฉายรังสี และการบำบัดด้วยภูมิคุ้มกัน

3. ตรวจสารโลหะหนัก Heavy Metal

การตรวจสารโลหะหนัก Heavy Metal คือ การเช็กระดับโลหะที่เป็นพิษในร่างกาย โดยโลหะหนักเป็นองค์ประกอบที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้เมื่อสะสมในร่างกายในปริมาณที่มากเกินไป โลหะหนักที่พบบ่อยในร่างกายได้แก่ ตะกั่ว ปรอท สารหนู แคดเมียม และอื่น ๆ การสัมผัสกับโลหะหนักสามารถเกิดขึ้นได้หลายวิธี เช่นการปนเปื้อนมากับสิ่งแวดล้อม ผู้ที่ประกอบอาชีพบางประเภท และการบริโภคอาหารหรือผลิตภัณฑ์ที่ปนเปื้อน ความเป็นพิษของโลหะหนักสามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพได้หลายอย่าง และจำเป็นต้องได้รับการประเมินและรักษาทันที

Wellness image

ข้อบ่งชี้ที่ต้องตรวจ

มีปัญหาเกี่ยวกับความจำ สับสน ไม่มีสมาธิ ปวดศีรษะ

คลื่นไส้, อาเจียน, ท้องร่วง, ปวดท้องและเบื่ออาหาร

ไอ หายใจมีเสียงวี๊ด และหายใจถี่

มีอาการปวดเรื้อรัง กล้ามเนื้ออ่อนแรง และปวดข้อ

พบอาการ ผื่น คัน และการเปลี่ยนแปลงของสีผิว

การทำงานของไตหรือตับบกพร่อง เนื่องจากความเป็นพิษของโลหะหนัก

มีรสโลหะหรือรสขมในปาก

ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นเร็ว และเจ็บหน้าอกในกรณีที่รุนแรง

วิธีการตรวจ แบ่งออกเป็น 2 วิธีที่ได้รับความนิยม ได้แก่

1. การตรวจโลหะหนักจากปัสสาวะ

เป็นการตรวจโลหะหนักโดยเก็บตัวอย่างจากปัสสาวะ โดยโลหะหนัก มีส่วนประกอบโลหะที่มีน้ำหนักอะตอมสูง โลหะหนักที่เป็นพิษทั่วไปบางชนิด ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม สารหนู และโครเมียม โลหะเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านแหล่งต่าง ๆ เช่น น้ำ อาหาร อากาศ หรือการสัมผัสจากการทำงาน

วิธีการตรวจ

ตรวจโลหะหนักในเลือดด้วยการทดสอบปัสสาวะ จะประเมินระดับของโลหะหนักที่ถูกขับออกจากร่างกาย วิธีนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องสงสัยว่ามีการสัมผัสสารหนูมาอย่างต่อเนื่อง

ระยะเวลาในการตรวจ

ระยะเวลาของการทดสอบโลหะหนักจะมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับโลหะหนักเฉพาะที่ทำการวิเคราะห์ โดยที่การตรวจปัสสาวะอาจต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน

Wellness image

2. ตรวจจากเม็ดเลือด

โลหะหนักเป็นโลหะที่มีน้ำหนักอะตอมสูง และหลายชนิดเป็นพิษต่อมนุษย์ โลหะหนักที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ ได้แก่ ตะกั่ว ปรอท แคดเมียม สารหนู และโครเมียม โลหะเหล่านี้สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านแหล่งต่าง ๆ เช่น อาหาร น้ำ อากาศ การปนเปื้อนจากการทำงาน

วิธีการตรวจ

การตรวจโลหะหนักในเลือด เป็นการวัดความเข้มข้นของโลหะหนักในเซลล์เม็ดเลือดทั้งหมด ประเภทโลหะหนักที่ใช้ในการทดสอบทั่วไป ได้แก่ ตะกั่วและปรอท ซึ่งเรียกว่าการทดสอบปริมาตรเซลล์บรรจุ (PCV) การทดสอบ PCV จะประเมินความเข้มข้นของโลหะหนักในเซลล์เม็ดเลือดแดงที่อัดแน่น เป็นการตรวจที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง สำหรับใช้ในการประเมินการสัมผัสสารตะกั่วในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาของผู้เข้ารับการตรวจ

ระยะเวลาในการตรวจ

มีการเก็บตัวอย่างจากการเจาะเลือด ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีในการเก็บตัวอย่าง แต่กระบวนการทั้งหมด รวมถึงการเตรียมตัวอย่างและการวิเคราะห์ อาจใช้เวลา 2 – 3 ชั่วโมงไปจนถึง 2 – 3 วัน ขึ้นอยู่กับวิธีการที่ใช้ และประเภทโลหะหนักที่ทดสอบ

ผลลัพธ์ของการตรวจ

ปกติ: ความเข้มข้นของโลหะหนักที่ทดสอบ อยู่ภายในขีดจำกัดที่ปลอดภัย ซึ่งบ่งชี้ว่าไม่มีการสัมผัสที่มีนัยสำคัญในการทำให้เกิดการสะสม

ระดับสูง: ปริมาณโลหะหนักจำเพาะ มีความเข้มข้นสูงกว่าปกติ และอาจบ่งบอกถึงการสัมผัสที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น และส่งผลกระทบต่อสุขภาพ

ระดับสูงมากขั้นวิกฤต: การพบระดับโลหะหนักในเซลล์เม็ดเลือดที่สูงมาก อาจบ่งบอกถึงการเกิดพิษเฉียบพลัน และต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ทันที

แนวทางการดูแลรักษา

การระบุแหล่งที่มาของการสัมผัส: การระบุแหล่งที่มาของการสัมผัสโลหะหนัก ที่อาจสัมผัสเป็นประจำ ต้องเจอทุกวัน ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ ในการลดความเสี่ยงที่จะรับโลหะหนักเข้ามาในร่างกายเพิ่มเติม

คีเลชั่นบำบัด: ในกรณีที่พบการสะสมพิษจากโลหะหนักอย่างรุนแรง คุณหมออาจแนะนำให้ทำคีเลชั่นบำบัดเพื่อกำจัดโลหะออกจากร่างกาย

วิธีการดูแลตัวเองแบบ Anti-aging จะต้องเริ่มต้นด้วยการตรวจสุขภาพร่างกายขั้นพื้นฐาน เพื่อเป็นการประเมินสุขภาพรายบุคคล เป็นการเก็บข้อมูลด้านสุขภาพ ตรวจสอบอาการ และปัจจัยเสี่ยงที่มีอยู่ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีความจำเป็นต่อการวางแผนการรักษาการชะลอวัยอย่างมีประสิทธิผล

โปรโมชั่นประเมินใบหน้าฟรีติดต่อเราเรียกดูคนติดต่อเรา